วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2551

(•ิ_๎_๎•ิ) >> ทำไม...แม่จึงทอดทิ้งลูก ???


ในปัจจุบันจะมีสักกี่ คนที่คิดว่า สิ่งของ เงินทองที่หามาได้นั้นเมื่อตาย และร่างกายนั้นได้ดับสูญสลายไปตามกาลเวลา... ก็มิอาจที่จะนำติดตัวไปได้แม้แต่อย่างเดียว แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถนำติดตัวไปได้นั้นคือ คุณงามความดี และกรรมชั่ว ที่ท่านทั้งหลายได้สะสมไว้ ในครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และผลกรรมเหล่านี้จะติดตัวท่านทั้งหลายไปทุกภพทุกชาติ
หลายๆคนเคยเป็นแม่ - ลูกกันมาหลายสิบชาติ แต่ลูกกลับมีอุปนิสัยไม่เหมือนกับแม่เลย แต่อีกหลายๆคนลูกมีอุปนิสัยคล้ายคลึงกับแม่ ก็เพราะเขาได้เคยอบรมตนอย่างเดียวกันมา จนมีโอกาสได้มาเกิดเป็น พ่อ แม่ พี่น้องกันอีก เพราะเขาเหล่านั้นอาศัยกรรมเป็นแดนเกิดนั่นเองนอกจากนี้แม่ เป็นผู้มีบุญคุณต่อลูกอย่างประมาณมิได้ เพราะได้ทุ่มเทความรัก ความปรานี ความเสียสละให้แก่ลูก ตลอดจนทุกสิ่งทุกอย่างยากที่จะหาใครเสมอเหมือนได้หลายคนคงจะสงสัยว่า ถ้าแม่เป็นเช่นนี้ทุกคน โลกเรา ประเทศเราก็คงจะไม่มีเด็กกำพร้าที่ถูกแม่ทอดทิ้งไว้ตามสถานที่ต่างๆ ตามที่เราได้เห็นจากข่าวทั้งในโทรทัศน์ และในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามที่ว่า "ทำไม ? แม่ทอดทิ้งลูก" เกิดขึ้นนั่นสิ ทำไมแม่ถึงทิ้งลูกได้ลงคอ ทั้งๆที่อุ้มท้องมาตั้ง 9 เดือนทำไมไม่คิดถึงความผู้พันที่อยู่ด้วยกันมาตลอดระยะเวลา 9 เดือน แต่แล้ว ณ ปัจจุบันข่าวที่แม่ทอดทิ้งลูกเริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ จนหลายคนเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว แต่อีกหลายคนก็ยังคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลย

ถ้าคุณคิดที่จะมีลูกสักคนคุณต้องคิดหน้าคิดหลัง คิดให้รอบคอบว่าเมื่อมีเขาออกมาแล้ว คุณมีความพร้อมที่จะเลี้ยงดูอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังจะเกิดมาดูโลกหรือไม่ คุณต้องเตรียมความพร้อมทุกๆด้านถ้าหากคุณไม่พร้อมที่จะมีเขาเกิดขึ้นมา ปัญหาต่างๆจะเกิดขึ้นมากมาย เช่น การที่แม่ทอดทิ้งลูกอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

นี่คือจุดเสื่อมโทรมของสังคมไทยในปัจจุบันที่มนุษย์โลก ขาดความรับผิดชอบ การรู้จักยั้งคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหลังของการกระทำ และที่สำคัญที่สุดคือมนุษย์ขาดคุณธรรมจริยธรรมและจิตใต้สำนึกในคุณค่าของความเป็นคน ไม่นึกถึงบาปบุญคุณโทษ ที่จะติดจรวจตามมาในภายหลัง.....

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551

"แว่นตาคลายเครียด"

ช่วงนี้ดูเพื่อนๆหลายคนคงจะเครียดเรื่องเรียนเป็นส่วนมากนะคะ....วันนี้เรามีทางเลือกใหม่มานำเสนอเพื่อนๆนั่นก็คือ แว่นตาคลายเครียด นั้น ทำได้ง่ายๆ ด้วย Brain Machine Kit ซึ่ง เป็นชุดคิทสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากมันสมองของนาย Mitch Altman โดย ทำออกมาเป็นแว่นที่มีหน้าตาประหลาดๆ ประกอบด้วย LED ที่กระพริบเป็นจังหวะอยู่ในตำแหน่ง ของเปลือกตาเวลา สวมใส่(ตอนใส่ต้องหลับตา) โดยหลอด LED เหล่านี้จะถูกควบคุมการทำงานด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ Mini-POV นอกจากนี้ตัวคอนโทรลเลอร์ยังทำหน้าที่สร้างคลื่นเสียงที่สามารถซิงค์ความถี่ เบต้า อัลฟ่า และเธต้าให้กับคลื่นสมองของผู้สวมใส่อีกด้วย ทำให้ผู้สวมใส่ รู้สึกผ่อนคลาย…สำหรับผู้สนใจชุดคิท Brain Machine สามารถสั่งซื้อได้ที่ MakeSHED ในราคา 34.99 เหรียญฯ หรือประมาณ 1,200 บาท





จะคลายเครียดได้จริงหรือเปล่า ถ้าหากเพื่อนๆคนไหนซื้อมาแล้วช่วยส่งข่าวบอกต่อด้วยนะว่าใช้ได้จริงหรือเปล่า.........

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ปรับเวลาไทยใหม่.....ให้ตรงกันทั่วประเทศ.....


ก.วิทย์ เผยเตรียมปรับเวลาไทยใหม่ทั่วประเทศ ให้ตรงกับหลักสากล เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ มีผลบังคับใช้ 23 ส.ค. สั่งผู้ประกอบการวิทยุ, ทีวี, ร้านเน็ต, มือถือ ฯลฯ ตั้งให้ตรงกัน ฝ่าฝืนมีโทษปรับถึง 5 แสนบาท พล.อ.ต.เพียร โตท่าโรง ผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ว่า สถาบันมาตรวิทยาฯ จะปรับเปลี่ยนเวลาของประเทศไทยใหม่ทั่วประเทศ เพื่อให้ถูกต้องแม่นยำตามหลักสากล ตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เรื่อง หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ.2550 ซึ่งจะมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิด ควบคุมโดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ และกำหนดผู้ประกอบการ 4 ประเภท ต้องปฏิบัติตาม คือ 1. ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและกิจการกระจายภาพและเสียง อาทิ ผู้ให้บริการโทรศัพท์ขั้นพื้นฐาน โทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ให้บริการเอทีเอ็ม เป็นต้น

2. ผู้ให้บริการการเข้าถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อาทิ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต เจ้าของหอพัก โรงแรม หน่วยราชการ บริษัทต่างๆ เป็นต้น

3.ผู้ให้บริการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ และ

4.ผู้ให้บริการร้านอินเตอร์เน็ตต่างๆ
ผู้ให้บริการทั้งหมดต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของกระทรวงไอซีที มีโทษปรับ 1-5 แสนบาท สำหรับประชาชนทั่วไปหากต้องการตั้งเวลาให้เป็นมาตรฐาน ให้เทียบเวลาผ่านสถานีวิทยุเอฟเอ็ม "การปรับเปลี่ยนเวลาใหม่ครั้งนี้ ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะทุกคนต้องการความแม่นยำ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูล เรื่องของความมั่นคง เรื่องของสุขภาพ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ สัญญาณดาวเทียม และที่สำคัญงานทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยแกะรอยของอาชญากรรม และสามารถใช้เป็นหลักฐานมัดตัวผู้กระทำผิดได้ โดยมีเวลาเป็นเครื่องยืนยันการกระทำ" พล.อ.ต.เพียรกล่าว

อ้างอิงจาก : http://forum.qworld.in.th/viewtopic.php?p=4110&sid=64ad7c9daf01f98dbd977a4695abadc4

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เตือน! สตอร์ม เซิร์จ คลื่นพายุหมุน


หลังจากที่ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมากล่าวเตือน แนวชายฝั่งอ่าวไทย 3 จังหวัด คือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม รวมถึงบริเวณชายฝั่งทะเลในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ระวังวิบัติภัยจากสตอร์ม เซิร์จ (Storm Surge) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นช่วงอันตรายอย่างยิ่ง จากความเร็วของแรงลมที่ 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะส่งผลให้คลื่นสูงเฉลี่ย 2.2-4.5 เมตร ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงๆ ความรุนแรงอาจเท่าพายุนาร์กีสเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามข่าวดังกล่าวได้สร้างความแตกตื่นกันไม่น้อย กับปรากฎการณ์ สตอร์ม เซิร์จ (Storm Surge) หรือ พายุหมุน หรือ คลื่นซัดเข้าชายฝั่ง

เชื่อหรือไม่ว่า ปรากฎการณ์ Storm Surge เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาแล้ว! และเคยเกิดบ่อยครั้งด้วย ซึ่งแต่ละครั้งก็นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง....

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2532 เกิดพายุไต้ฝุ่น เกย์ (คุ้นๆ ใช่ไหมล่ะ) พัดถล่ม จังหวัดชุมพร มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ต่อมาปี 2540 พายุลินดา ก็พัดซ้ำรอยเดิม ใน จังหวัดชุมพร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดเพชรบุรี ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตน้อยกว่า ทว่าก็สร้างความเสียหายมากครั้งหนึ่งเช่นกัน และครั้งสำคัญในปี 2505 พายุที่แหลมตะลุมพุก อันเกิดจากพายุโซนร้อนแฮเรียต ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์อันน่าโศกเศร้า ยังมาซึ่งความเสียหายต่อชีวิต และภูมิประเทศ โดยในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตกว่าพันคน!!!

หันมาดูในฝั่งกรุงเทพฯ กันบ้าง เมื่อปี 2504 Storm Surge ก็เคยมีปรากฏการณ์เกิดพายุใหญ่ซัดเข้ามาในอ่าวไทย จนเกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ เช่นกัน และในปี 2526 ก็เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าฝนพันปี มีน้ำท่วมและขังในพื้นที่นาน ที่สำคัญ การเกิดขึ้นของพายุได้สร้างความเสียหายต่อการกัดเซาะชายฝั่งของกรุงเทพฯ จนเป็นพื้นที่ที่เรียกว่าทะเลตรม และไม่สามารถป้องกันน้ำทะเลได้ในหลายจุด

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มรู้สึกว่า Storm Surge เป็นเรื่องใกล้ตัวกันบ้างแล้วใช่ไหมหล่ะคะ . . . แล้ว Storm Surge เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน??? เรื่องนี้ นาวาเอก กตัญญู ศรีตังนันท์ ผู้บังคับหมวดเรืออุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ให้คำอธิบายว่า

Storm surge คือ ปรากฏการณ์คลื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกับพายุหมุนโซนร้อน ที่ยกระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นกว่าปกติ อันเนื่องมาจากความกดอากาศต่ำที่ปกคลุม ณ บริเวณนั้น ซึ่งเวลาที่หย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวผ่านไปพร้อมกับศูนย์กลางของพายุ ทำให้แรงกดนั้นยกระดับน้ำจนกลายเป็นโดมน้ำขึ้นมา โดยเคลื่อนตัวจากทะเลซัดเข้าหาชายฝั่ง

ที่สำคัญยิ่งความกดอากาศต่ำเท่าไร ก็จะทำให้เกิดปรากฏการณ์คลื่นพายุหมุนมากเท่านั้น หากจะวัดเป็นตัวเลข ก็มีความหมายว่า ความกดอากาศต่ำที่ลดลง 1 มิลลิบาร์ จะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น 1 เซนติเมตร



>>> Storm Surge ร้ายแรงกว่าสึนามิ พอกันกับนาร์กีส


รูปแบบการเคลื่อนตัวที่เป็นเหมือนคลื่นขนาดใหญ่ แล้วพัดเข้าชายฝั่งของ Storm Surge เป็นลักษณะเดียวกันกับคลื่นยักษ์สึนามิ แต่แตกต่างกันตรงที่ ลักษณะของการเกิด คือ สึนามิ เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ของแผ่นดินไหวใต้ทะเล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์ซัดเข้าชายฝั่ง แต่กับ Storm surge จะเกิดขึ้นโดยมีตัวแปรจากพายุ

สำหรับ ความเสียหายนั้น ว่ากันว่า Storm surge เลวร้ายมากกว่า กล่าวคือ การเกิดสึนามิจะเกิดขึ้นวันไหนก็ได้ โดยท้องฟ้าอาจจะแจ่มใส อากาศเป็นปกติ เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทางฝั่งอันดามันของไทย แต่หากเป็น Storm surge จะเกิดขึ้นพร้อมกับพายุ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นวันที่ท้องฟ้าปั่นป่วน ไม่แจ่มใส สภาพอากาศเลวร้าย มีการก่อตัวของเมฆฝน ฝนตกอย่างหนัก ลมพัดแรง บริเวณชายฝั่งเกิดคลื่นโถมกระแทกอย่างหนัก คลื่นในทะเลสูง แต่เมื่อศูนย์กลางของพายุเคลื่อนเข้ามา ก็จะหอบเอาโดมน้ำขนาดใหญ่ซัดเข้ามาอีกครั้ง ดังนั้น ความเสียหายจึงเพิ่มเป็นทวีคูณ

อย่างไรก็ตาม แม้จะเลวร้ายมากกว่า แต่ก็สามารถรับมือได้ดีกว่า เพราะเมื่อ Storm surge เกิด มักจะมาพร้อมกับพายุโซนร้อน ดังนั้น เราจะเห็นสัญญาณเตือนหลายอย่าง เช่น การเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา และจากการสังเกตลักษณะอากาศที่จะค่อยๆ เลวร้ายลง ทำให้เรารู้ตัวล่วงหน้าหลายวัน และสามารถหาทางอพยพได้ทัน แต่กับสึนามิอาจจะไม่รู้ได้เลย เพราะบางครั้งก็เกิดขึ้นในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีสัญญาณบอกเหตุร้ายแต่อย่างใด แต่ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ในช่วงหลายปีมานี้ก็เป็นอะไรที่คาดเดา พยากรณ์ได้ยากเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการเกิดภาวะโลกร้อน ที่ทำให้สภาพอากาศในทุกมุมโลกเกิดความแปรปรวน และยิ่งทวีความรุนแรงของเหตุการณ์ขึ้น สิ่งนี้จึงเรื่องที่ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในทะเลอ่าวไทยเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นได้ในทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา หนองหาร จังหวัดสกลนคร หรือกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา เพราะเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ได้อีกด้วย


>>> เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดคลื่นพายุหมุน หรือ Storm surge?

รศ.ดร.บรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นกับเรื่องนี้ว่า สิ่งที่น่าจับตามากที่สุดคือ ปรากฏการณ์โลกร้อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเกิดขึ้นของคลื่นพายุหมุน และน่าจะมีลักษณะเดียวกับการเกิดของพายุนาร์กิสที่ประเทศพม่า ซึ่งเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ไม่มีสัญญาณบ่งชี้เรื่องของภูมิอากาศที่แปรปรวน ก่อนที่จะเกิดสึนามิหรือนาร์กีส ท้องฟ้ายังแจ่มใส ไม่มีการตั้งเค้าของพายุ "แนวชายฝั่งของ 3 จังหวัดอ่าวไทยคือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีภูมิประเทศเป็นรูปตัว ก.ไก่ คือเป็นพื้นที่ค่อนข้างสูง แต่บริเวณพื้นที่ชั้นในค่อนข้างต่ำเป็นแอ่ง ฉะนั้น หากเกิดปรากฏการณ์คลื่นพายุหมุน น้ำทะเลน่าจะทะลักเข้าทางถนนสุขุมวิท ย่านบางนา รวมทั้งเข้าทางฝั่งธนบุรี ก่อนที่จะถึงเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน ก็น่าคิดหามาตรการเตรียมรับมือ" รศ.ดร.บรรณโศภิษฐ์กล่าว



>>> รับมืออย่างไร กับ Storm Surge

สำหรับการเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับ Storm surge นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรับข่าวสาร และทำความเข้าใจ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรศึกษาลักษณะของการเกิด และความรุนแรงเพื่อที่จะได้หาทางหนีทีไล่ได้ทัน โดยการหนีนั้นจะมีหน่วยงานที่ร่วมทำแผนที่เสี่ยงภัย ซึ่งหากบริเวณไหนมีประชากรหนาแน่น บริเวณนั้นจะมีความเปราะบางมาก จึงต้องทำแผนที่ให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมืองท่องเที่ยว

ทั้งนี้ วิธีการป้องกันการเกิดพายุหมุน หรือคลื่นซัดเข้าชายฝั่ง (Storm Surge) นั้นมีอยู่หลายแนวทาง ซึ่ง รศ.อัปสรสุดา ศิริพงษ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ทางออกที่ดีที่สุด คือ การช่วยกันรักษาป่าชายเลนตามแนวชายฝั่ง หรือปลูกป่าชายเลนเพิ่มในพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของ Storm surge อีกทั้งควรกำหนดเป็นหลักสูตรในเรื่องของภัยพิบัติลงในแบบเรียน เพราะเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้เด็กเกิดความตื่นตัว จึงต้องสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้น และต้องมีการซ้อมแผนเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวเกิดขึ้นจริง จะได้ช่วยลดความเสียหายจากชีวิตและทรัพย์สินได้

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551

กว่าจะมาเป็นเหรียญรางวัลโอลิมปิก

ช่วงนี้ก็เข้ากับกระแสโอลิมปิกฟีเวอร์ ก็เลยมีเรื่องที่หน้าสนใจมาฝากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ทุกคนซึ่งเป็นที่มาของ "...กว่าจะมาเป็นเหรียญรางวัลโอลิมปิก..."
ประเทศจีน เจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้ ได้มอบความไว้วางใจให้บริษัทเอกชนรับหน้าที่ในการออกแบบ "เหรียญรางวัล"จำนวน6พันเหรียญสำหรับมอบให้นักกีฬาในโอลิมปิก-พาราลิมปิกและก่อนหน้านี้ใกล้กับจัตุรัสเทียนอันเหมิน นายคลินตัน ดินส์ ประทานบริษัท "BHP Billiton" ดำเนินการส่งมอบเหรียญให้แก่ นายเจียง เซาหยู รองประทานฝ่ายดำเนินการของคณะกรรมการโอลิมปิก
บริษัท "BHP Billiton" เป็นบริษัทเอกชนตั้งอยู่ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ดำเนินการจัดหาวัตถุดิบจากทั้งในออสเตรเลียและชิลี แยกเป็นทองคำ 28 1/2 ปอนด์ เงิน 2,954 ปอนด์ และทองแดง 15,278 ปอนด์ เพื่อนำมาใช้ทำเหรียญ อีกทั้งเหรียญรางวัลใน "ปักกิ่งเกมส์"ยังมีความพิเศษเพื่อบ่งออกถึงวัฒนธรรมจีน เนื่องจากมีการนำหยกมาจากมณฑลชิงไห่ มาประกอบเข้าไปด้วย ส่วนขั้นตอนที่มาการผลิตนั้นเป็นอย่างไรก็มาดูกัยเลยยยย.....


ก้อน"หยก"ขนาดใหญ่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบ


ตัวอย่าง "ทองแดง" ที่นำมาใช้ทำเหรียญ



นำวัตถุดิบเข้าสู่การ เจียระไน



แบบพิมพ์สำหรับใช้ทำเหรียญ


เครื่องปั้มเหรียญรางวัล



เข้าสู่กระบวนการขัดเงา


นำหยกมาประกอบเข้ากับตัวเหรียญ


ตรวจสอบรายละเอียด คุณภาพ



ตัวอย่างเหรียญ "ทองแดง"


เหรียญวางเรียงทั้งด้านหน้า และด้านหลัง



เหรียญทอง เงิน และทองแดง (แบบชัดๆ)


พิธีส่งมอบเหรียญ

แหล่งอ้างอิง : http://www.dek-d.com/content/view.php?id=10174
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่เข้ามาชมแล้ว ขอความกรุณามาเมนท์ ด้วยนะคะ ~!!!